ถามตอบ
กลยุทธ์ทางธุรกิจ
- Q 1. ปัจจัยใดบ้างที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบริษัท
ตอบ : บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนและแข็งแกร่ง อันนำมาซึ่งการเติบโตและความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม:
- ความมุ่งมั่นและการเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจโพลีเอสเตอร์ โดยบริษัทเป็นผู้ผลิต PET รายใหญ่ที่สุดในโลก และผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์ PTA และผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์ และเส้นใย
โพลีเอสเตอร์ (Polyester Fibre)
- การมีฐานการผลิตทั่วโลกเพื่อรองรับการให้บริการแก่บริษัทลูกค้าชั้นนำของโลก บริษัทจึงมีข้อได้เปรียบทางด้านการขนส่งที่รวดเร็ว ประกอบกับสินค้าที่ผลิตได้มาตรฐานและมีความน่าเชื่อถือ
- การเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม เนื่องจากบริษัทมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีขนาดใหญ่ มีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูง การเข้าซื้อกิจการอื่นในราคาที่น่าพอใจ และการรวมตัวด้านการดำเนินงาน (Integrated Operation)
- ทีมผู้บริหารมากด้วยประสบการณ์โดยสามารถยืนยันได้จากผลงานที่ผ่านมาจากด้านการเติบโตและการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ
- Q 2. ลูกค้าและผู้จัดหาวัตถุดิบมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวแผนดำเนินการของบริษัทและการผลักดันตัวเองให้เป็นผู้ผลิต PET?
ตอบ :
A บริษัทดำเนินธุรกิจโดยมีกลยุทธ์ที่จะ “ดำเนินตามความต้องการของลูกค้า” ซึ่งไม่ว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ การเข้าซื้อสินทรัพย์ หรือการพัฒนาธุรกิจผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษก็ตาม ลูกค้าของบริษัทให้ความยอมรับต่อความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจ และการนำเสนอบริการที่ดีเยี่ยมจากบริษัท ในขณะเดียวกันบริษัทยังได้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้อย่างดี ด้วยความน่าเชื่อถืออย่างสม่ำเสมอ
- Q 3. บริษัทมีความประสงค์ที่จะเข้าทำธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสำหรับลูกค้าหรือไม่
ตอบ :
A บริษัทเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญต่อลูกค้า โดยมุ่งเน้นในการให้บริการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มแก่ลูกค้า บริษัทได้เสริมสร้างความสามารถทางด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อที่จะให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิค และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง (proprietary insights) แก่ลูกค้า นอกจากนี้ บริษัทมีความต้องการที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าและจะร่วมกับลูกค้าในการทำโครงการวิจัยและพัฒนา ทั้งนี้บริษัทจะทำการประเมินธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีโอกาสทางธุรกิจเกิดขึ้นและเมื่อธุรกิจนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันต่อลูกค้าและผู้ถือหุ้น
- Q 4. ผู้บริหารคาดว่าจะมีการเพิ่มกำลังการผลิตใน 3-5 ปีข้างหน้าเป็นจำนวนเท่าไหร่ และกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นนั้นจะอยู่ในธุรกิจ PET PTA หรือเส้นใยโพลีเอสเตอร์
ตอบ :
A ตามแผนงาน “Aspiration 2014” กำลังการผลิตของบริษัทจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 10 ล้านตัน สำหรับทุกธุรกิจของบริษัทภายในปี 2557 กำลังการผลิตในธุรกิจเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์จะมีอัตราการเพิ่มมากที่สุด ขณะที่กำลังการผลิตในธุรกิจ PET และ PTA จะเพิ่มมากกว่า 2 เท่าของกำลังการผลิตในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัทเห็นถึงความเป็นไปได้อย่างมาก และมีความมั่นใจในแผนการนี้ แต่แผนการดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนบ้างเล็กน้อย ตามสภาวะตลาด
- Q 5. ที่ผ่านมาบริษัทประสบความสำเร็จอย่างมากกับรูปแบบการรวมตัวทางธุรกิจ (Integrated business model) เป็นไปได้หรือไม่ที่บริษัทจะยังคงโครงสร้างธุรกิจแบบรวมตัว และมีโรงงาน PET และ PTA รวมไว้ในพื้นที่เดียวกัน เมื่อบริษัทขยายตลาดเข้าสู่พื้นที่ใหม่ๆ
ตอบ :
A นอกจากการที่บริษัทมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้าหลักแล้ว บริษัทยังมีความสัมพันธ์ที่ดีและยาวนานกับผู้จัดหาวัตถุดิบรายใหญ่ต่างๆ เช่น บริษัทมีโรงงานซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับ BP และมีสัญญาจัดหาวัตถุดิบระหว่างกันอายุ 15 ปี หากเป็นไปได้บริษัทมุ่งหวังที่จะขยายธุรกิจไปยังสถานที่ที่บริษัทจะสามารถกระชับความสัมพันธ์นี้เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบได้ในต้นทุนที่ต่ำ อันที่จริงแล้วผู้จัดหาวัตถุดิบรายสำคัญของบริษัทบางรายได้มีการชักชวนบริษัทอยู่บ่อยครั้งให้บริษัทพิจารณาแผนการขยายกิจการของบริษัทร่วมกันในตลาดที่มีการเติบโตสูง เพื่อที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งและใกล้ชิดให้กับความสัมพันธ์ทางการค้านี้ ทั้งนี้ บริษัทจะลงทุนในธุรกิจ PTA หากเล็งเห็นถึงศักยภาพในการลงทุน อย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์หลักในการลงทุนของบริษัทในช่วง 2 – 3 ปีข้างหน้าจะเป็นการขยายธุรกิจ PET และ ผลิตภัณฑ์โพลี
เอสเตอร์เป็นหลักมากกว่าที่จะลงทุนในธุรกิจ PTA แล้วทำให้มีผลิตภัณฑ์เหลือที่จะต้องจำหน่ายไปให้ผู้อื่นมากขึ้น ทั้งนี้การตัดสินใจลงทุนของบริษัทจะถูกขับเคลื่อนโดยอุปสงค์ของลูกค้าเป็นสำคัญประกอบกับโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
- Q 6. บริษัทให้ความสำคัญในการเสริมสร้างการเป็นผู้นำตลาดในยุโรปและอเมริกาเหนือหรือการขยายธุรกิจในตลาดเกิดใหม่มากกว่ากัน
ตอบ :
A บริษัทคาดว่าจะขยายธุรกิจไปยังพื้นที่ที่ลูกค้าของบริษัทมีการเติบโต ดังนั้นบริษัทคาดว่าจะขยายสัดส่วนการตลาดในประเทศที่กำลังเติบโตในทุกๆ สายผลิตภัณฑ์ และเมื่อที่ผ่านมา บริษัทได้ประกาศการเข้าซื้อกิจการในจีน นอกจากนี้บริษัทได้แสวงหาโอกาสในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงภูมิภาค BRICs แอฟริกา และตะวันออกกลาง บริษัทคาดว่าจะสามารถทำได้ด้วยการผสมผสานระหว่างการเข้าซื้อกิจการ การลงทุนขยายกิจการในโครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว (Brownfield expansion) และ การลงทุนในโครงการใหม่ที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง (Greenfield) นอกจากนี้บริษัทจะมีการขยายธุรกิจในผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ โดยที่จะเพิ่มสินค้าใหม่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค ลูกค้าสัมพันธ์ และยี่ห้อผ่านการเข้าซื้อกิจการที่ได้คัดเลือกมาแล้ว สำหรับตลาดที่เติบโตแล้ว เช่น ภูมิภาคยุโรปตะวันตก บริษัทคาดว่าจะใช้กลยุทธ์การเพิ่มปริมาณ โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายกำลังการผลิตเพียงเล็กน้อยในการผลิต PET และขยายกิจการสู่ธุรกิจ PTA แบบเฉพาะเจาะจง โดยจะเน้นการลงทุนขยายกิจการในโครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว ทั้งนี้ การขยายธุรกิจดังกล่าวจะต้องมีความสมเหตุสมผลทางด้านธุรกิจ สำหรับในภูมิภาคอเมริกาเหนือซึ่งอาจพิจารณาได้ว่าเป็นตลาดที่เติบโตคงที่แล้ว แต่บริษัทได้ให้ความสำคัญแก่ภูมิภาคดังกล่าวเนื่องจากมีส่วนต่างของ PET ค่อนข้างคงที่แม้จะอยู่ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และมีผลตอบแทนจากเงินลงทุนทั้งหมดที่ใช้ (“Return on Capital Employed: ROCE ”) ที่แข็งแกร่ง โดยการดำเนินงานของบริษัทในภูมิภาคอเมริกาเหนือมี ROCE เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 15
- Q 7. ฐานลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทอยู่ในภูมิภาคใด วิกฤตการณ์ทางการเงินของยุโรปกระทบความสามารถในการทำกำไรของบริษัทหรือไม่
ตอบ :
A จากข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2553 รายได้ของบริษัทร้อยละ 33 และร้อยละ 39 มาจากทวีปยุโรปและเอเซียตามลำดับ บริษัทมีความเห็นว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินในยุโรปไม่น่าจะมีผลกระทบให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทลดลง จากประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา อัตรากำไรของบริษัทค่อนข้างคงที่แม้ในช่วงที่ภาวะตลาดซบเซา บริษัทเห็นว่ายังคงมีอุปสงค์จำนวนมากทั่วโลกซึ่งรวมถึงในเอเซียและยุโรป และสภาวะอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีต่อบริษัท นอกจากนี้ ตามสัญญาการค้าที่โครงสร้างต้นทุนที่สามารถผลักภาระต้นทุนไปสู่ลูกค้าได้ซึ่งส่งผลดีต่อความมั่นคงของอัตรากำไรของบริษัท ทั้งนี้สัญญาที่บริษัททำกับลูกค้าส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปเป็นลักษณะที่บริษัทสามารถผลักภาระต้นทุนให้ลูกค้าได้ โดยบริษัทจะกำหนดราคาเป็นรายเดือน โดยอ้างอิงจากดัชนีทางการตลาด ในฐานะที่บริษัทเป็นผู้ใช้วัตถุดิบรายใหญ่และมีความสัมพันธที่ดีกับผู้ขายวัตถุดิบ บริษัทจึงสามารถซื้อวัตถุดิบได้ในราคาที่แข่งขันได้อย่างดี ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้บริษัท
- Q 8. การขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วของบริษัทก่อให้เกิดประเด็นทางด้านการบริหาร ทั้งในด้านการรวมตัวทางธุรกิจ การปฏิบัติการ การควบคุม และอื่นๆ หรือไม่ และบริษัทตั้งใจที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร
ตอบ :
A การบริหารการเติบโตโดยมีสินทรัพย์และกิจการต่างๆ ที่ซื้อมาในแต่ละประเทศตามทวีปต่างๆ เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับบริษัท บริษัทต้องการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศที่กำลังเติบโต และการรวมธุรกิจที่ได้เข้าซื้อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้ได้สูงที่สุด และหลอมรวมวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้วัฒนธรรมของ “Indorama Ventures” บริษัทได้แสดงให้เห็นแล้วว่าบริษัทสามารถจัดการกับสินทรัพย์ที่ได้มาหลายๆ แห่งในเวลาเดียวกัน และสามารถสร้างความเติบโตให้แก่บริษัทได้ทั่วโลก บริษัทมีทีมผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถอยู่ในประเทศต่างๆที่จะคอยช่วยให้บริษัทสามารถบริหารจัดการสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก และการเข้าซื้อกิจการรวมถึงการสรรหาบุคคลากรยังทำให้ผู้บริหารของบริษัทมีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น คุณสมบัติของทีมผู้บริหารเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินเป้าหมายของการเข้าซื้อกิจการของบริษัท
การเข้าซื้อและควบรวมกิจการ และการขยายกิจการที่มีอยู่เดิม
- Q 9. การเข้าซื้อและการควบรวมกิจการจะยังคงเป็นปัจจัยหลักในการส่งเสริมการเติบโตของบริษัท ในอนาคตหรือไม่ อะไรคือกลยุทธ์ในการเข้าซื้อกิจการของบริษัท บริษัทได้มีการวางเป้าหมายการควบรวมไว้หมดแล้วหรือไม่ คุณสมบัติอะไรบ้างที่บริษัทให้ความสำคัญในการเข้าซื้อกิจการ
ตอบ : หากมีสินทรัพย์ที่น่าสนใจ ตั้งอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม และสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม บริษัทก็จะสนใจเข้าซื้อสินทรัพย์นั้นๆ กลยุทธ์ของบริษัทไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าซื้อและควบรวมกิจการเพียงอย่างเดียว แต่จากที่ผ่านมา การเข้าซื้อกิจการที่มีการศึกษาและวางแผนเป็นอย่างดี นอกจากจะสามารถเร่งให้บริษัทบรรลุถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังสามารถสร้างมูลค่าส่วนเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นได้มากกว่าการพัฒนาจากโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ หรือโครงการใหม่ที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง
บริษัทมีรายชื่อของเป้าหมายในการเข้าซื้อและควบรวมกิจการจำนวนหลายราย และบริษัทมีการเจรจาพูดคุยกับกิจการหลายๆ รายพร้อมๆ กัน แต่ถึงอย่างไร บริษัทยึดมั่นในวินัยในการเข้าซื้อและไม่คาดหวังว่าการเจรจาต่อรองจะต้องนำไปสู่การเข้าซื้อกิจการทุกครั้ง บริษัทไม่ได้หวังพึ่งการเข้าซื้อและควบรวมกิจการเพียงอย่างเดียวในการขยายกิจการของบริษัทและโดยทั่วไปแล้ว บริษัทจะไม่รวมแผนการเข้าซื้อและควบรวมกิจการในเป้าหมายของแผนการดำเนินงานระยะยาว หลักเกณฑ์ที่สำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญในการเข้าซื้อกิจการก็คือ สินทรัพย์ที่เข้าซื้อนั้นจะต้องมีมูลค่ามากขึ้นภายใต้การบริหารของบริษัทเมื่อเทียบกับการดำเนินงานของเจ้าของเดิม ราคาที่บริษัทจ่ายไปนั้นจะต้องน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการที่บริษัทสร้างขึ้นเองด้วยคุณภาพที่เท่าเทียมกัน กล่าวคือสินทรัพย์จะต้องสามารถทำกำไรเพิ่มให้บริษัทได้ทันที (สำหรับสินทรัพย์ที่ด้อยประสิทธิภาพ) หรือจะต้องสามารถเพิ่มกำไรให้บริษัทได้ภายใน 2 ไตรมาสหลังจากที่บริษัทเป็นเจ้าของ (สำหรับสินทรัพย์ที่ไร้ประสิทธิภาพ)
- Q 10. ปัจจุบันยังมีสินทรัพย์เพียงพอให้บริษัทซื้ออีกหรือไม่ หากผู้ขายทราบว่าการเติบโตของบริษัทขึ้นอยู่กับการเข้าซื้อสินทรัพย์จะทำให้ผู้ขายเสนอราคาขายที่สูงขึ้นหรือไม่
ตอบ :
A อุตสาหกรรมที่บริษัทดำเนินกิจการอยู่มีการแข่งขันในลักษณะกระจายตัวมาก คู่แข่งสำคัญของบริษัทคือบริษัทเอกชนที่มีฐานการผลิตเพียงแห่งเดียว หรือ บริษัทเคมีภัณฑ์ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลายและไม่ได้มีโพลีเอสเตอร์เป็นธุรกิจหลัก ทั้งนี้จากการเข้าซื้อกิจการที่ผ่านมาของบริษัท ประกอบกับรายการสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีการซื้อขายในตลาด แสดงให้เห็นว่ายังคงมีผู้ที่ประสงค์จะขายกิจการในทั้งสองกลุ่ม ที่สำคัญกว่านั้น บริษัทเห็นว่าปัจจุบันในตลาดมีผู้ที่ประสงค์จะขายธุรกิจมากกว่าผู้ที่ประสงค์จะซื้อจึงทำให้เกิดเป็นตลาดผู้ซื้อ ซึ่งเป็นผลดีต่อบริษัทที่จะได้รับโอกาสในการเข้าซื้อสินทรัพย์ในเงื่อนไขที่ได้รับผลประโยชน์ที่ดี แต่เหนือสิ่งอื่นใด
กลยุทธ์ของบริษัทไม่ได้รวมการเข้าซื้อกิจการที่มีนัยสำคัญเป็นเงื่อนไขของความสำเร็จ การเจริญเติบโตของบริษัทไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าซื้อสินทรัพย์ และบริษัทจะไม่เข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีเงื่อนไขไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับแผนการดำเนินงานปัจจุบันของบริษัท
- Q 11. บริษัทให้ความสำคัญกับการเข้าซื้อกิจการหรือพัฒนาโครงการขึ้นใหม่มากกว่ากัน บริษัทมีการตัดสินใจอย่างไรระหว่างการเข้าซื้อกิจการ การพัฒนาโครงการใหม่ที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง และการพัฒนาโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ
ตอบ :
A ทั้งการเข้าซื้อและการพัฒนาขึ้นใหม่ต่างมีข้อดีภายใต้เงื่อนไขที่ต่างกัน บริษัทสนใจและแสวงหาโอกาสในการเข้าซื้อสินทรัพย์ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (book value) สำหรับสินทรัพย์ที่ด้อยประสิทธิภาพที่บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถเปลี่ยนให้เป็นสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพได้ บริษัทยังคงตระหนักว่าเมื่อตลาดใหม่ได้รับการพัฒนา สินทรัพย์เหล่านี้อาจหมดไป หากเป็นเช่นนั้นบริษัทก็จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มกำลังการผลิตที่มีอยู่หรือสร้างโรงงานผลิตใหม่ในบริเวณที่ใกล้กับแหล่งลูกค้า โดยการตัดสินใจดำเนินการต่างๆ จะคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ และปัจจัยอื่นๆ และเหนือสิ่งอื่นใด คือผลตอบแทนสำหรับผู้ถือหุ้นที่รวมปัจจัยความเสี่ยงของแต่ละทางเลือก
- Q 12. บริษัทคาดว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่สำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างและโครงการขยายโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนไปจนถึงการเริ่มปฏิบัติงาน ต้นทุนเฉลี่ยและผลตอบแทนต่อเงินลงทุนที่คาดไว้สำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างและโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นเท่าไหร่ บริษัทวางแผนไว้ว่าจะพัฒนาอีกกี่โครงการในสี่ปีข้างหน้า
ตอบ :
A สำหรับโครงการใหม่ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างจะใช้เวลาในการพัฒนาประมาณสองปีครึ่งถึงสามปี ขึ้นอยู่กับขนาดและสถานที่ สำหรับโครงการขยายโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จจะใช้เวลาพัฒนาประมาณสิบสองถึงสิบแปดเดือน บริษัทจะลงทุนในโครงการที่มีผลตอบแทนจากเงินทุนที่ใช้ทั้งหมด (Return on Capital Employed: ROCE) เฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ในช่วงระยะเวลา 3 ปี จากข้อมูลในอดีต การขยายธุรกิจของบริษัทประมาณครึ่งหนึ่งเป็นการเข้าซื้อกิจการ และอีกครึ่งหนึ่งเป็นการพัฒนาโครงการใหม่ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง จากข้อมูลในอดีตและโดยเฉลี่ยแล้วบริษัทจะเข้าซื้อกิจการ หรือพัฒนาขยายโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จด้วยต้นทุนประมาณ 450 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในขณะที่งบประมาณของการพัฒนาโครงการที่ใหม่ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างจะอยู่ที่ประมาณ 650 เหรียญสหรัฐต่อตัน บริษัทมีโครงการอยู่สองโครงการซึ่งอยู่ในขั้นตอนการศึกษาที่มีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง โครงการแรกอยู่ที่ประเทศอินเดียและอีกโครงการหนึ่งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง บริษัทคาดว่าโครงการเหล่านี้จะมีข้อมูลชัดเจนมากขึ้นประมาณช่วงกลางปี 2554
แผนงาน “Aspiration 2014”
- Q 13. แผนงาน Aspiration 2014 คืออะไร และความแตกต่างระหว่างแผนงานเมื่อ 4 ปีที่แล้ว กับแผนงานของ 4 ปีนี้ คืออะไร
ตอบ : บริษัทได้อนุมัติแผนงานสำหรับ 4 ปีฉบับล่าสุดโดยให้ชื่อแผนงานนี้ว่า “Aspiration 2014” แผนงานฉบับนี้เป็นแผนงานฉบับที่ 3 ของบริษัท โดยแผนงานฉบับแรก (ปี 2545 – ปี 2549) นั้น จะเห็นว่าบริษัทได้ขยายกิจการออกไปสู่ภูมิภาดต่างๆโดยมุ่งเน้นในธุรกิจ PET ในขณะที่ แผนงานฉบับที่ 2 (ปี 2549 – ปี 2553) บริษัทได้ก้าวสู่ความเป็นบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติด PET และขยายกำลังการผลิตของธุรกิจเส้นใยโพลีเอสเตอร์ในภูมิภาคที่น่าสนใจ อีกทั้งยังทำการรวมตัวกับธุรกิจ PTA ที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอีกด้วย
บริษัทรู้สึกตื่นเต้นกับแผนงาน Aspiration 2014 นี้ โดยได้ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำอย่างแท้จริงในภูมิภาคที่สำคัญทุกภูมิภาค และสามารถเติบโตโดยมีการผสมผสานของสินทรัพย์ที่สมดุล แผนงานดังกล่าวได้รวมถึงการพัฒนาโอกาสในการเติบโตจากสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิม ประกอบกับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ บริษัทจะขยายประเภทของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพื่อที่จะเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกโพลีเอสเตอร์ชั้นนำ บริษัทจะยังคงขยายธุรกิจไปสู่ภูมิภาคต่างๆ เพื่อรองรับการให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลกในทุกตลาดและทุกผลิตภัณฑ์ บริษัทคาดว่าแผนงานดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความมั่นคงและความสามารถในการประมาณการผลกำไรของบริษัท และยังช่วยสร้างความสม่ำเสมอของกำไร อนึ่ง แผนงานนี้เป็นแผนงานก้าวต่อไปจากแผนงานทั้งสองแผนงานที่ผ่านมาซึ่งได้สะท้อนถึงความต่อเนื่องของกลยุทธ์ของบริษัท ในการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับธุรกิจของลูกค้า โดยยึดถือการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าซึ่งมีอยู่ทั่วโลกเป็นหลักสำคัญอันดับหนึ่ง
- Q 14. บริษัทได้จัดเตรียมทรัพยากรอะไรเพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าการดำเนินการตามแผนงาน 4 ปีจะประสบความสำเร็จ
ตอบ : กุญแจสำคัญต่อความสำเร็จของแผนงานนี้คือการให้ความสำคัญต่อลูกค้าของบริษัทอย่างต่อเนื่อง มีความเข้าใจและมีการพัฒนาความสามารถเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าเหล่านั้น และความมั่นใจว่าลูกค้าจะสนับสนุนต่อแผนงานของบริษัทนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินการให้สำเร็จ และด้วยความสามารถในการกู้ยืมเงิน และมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการเพิ่มทุนในครั้งนี้ทำให้บริษัทสามารถที่จะจัดหาเงินลงทุนได้อย่างเพียงพอในการลงทุนทั้งหมดเพื่อขยายกิจการของบริษัท โดยมิทำให้บริษัทจะต้องมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ นอกจากนี้ คณะผู้บริหารในปัจจุบันประกอบกับผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ ที่ร่วมงานกับบริษัทจากการเข้าซื้อกิจการต่างๆ ที่ผ่านมา มีกำลัง ความสามารถและมีความเชี่ยวชาญที่จะดำเนินการตามแผนงานนี้
- Q 15. ความเสี่ยงหลักต่อแผนงานนี้มีอะไรบ้าง และบริษัทมีความกังวลในส่วนใดของแผนงานมากที่สุด
ตอบ : บริษัทตระหนักถึงการบริหารการเติบโตและการจัดการสินทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วโลกเป็นสำคัญ บริษัทให้ความสำคัญในความพยายามที่จะเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถ การผสมผสานกิจการที่ได้เข้าซื้อ และการรวบรวมทีมงานบริหารที่แข็งแกร่ง เพื่อที่จะบริหารโรงงานต่างๆ ของบริษัทที่มีอยู่ทั่วโลกให้มีประสิทธิภาพ แผนงานนี้จัดเป็นแผนงานที่จัดทำขึ้นโดยยึดหลักความระมัดระวัง (conservative) เนื่องจากบริษัทเข้าใจว่าสถานการณ์ในโลกนั้นมีความไม่แน่นอน และบริษัทไม่สามารถที่จะคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ บริษัทมีโครงการที่เป็นทางเลือกอื่นๆ ในเรื่องของการขยายกิจการมากกว่าที่ระบุไว้ในแผนงาน และความสำเร็จของบริษัทมิได้ขึ้นอยู่กับโครงการใดโครงการหนึ่ง บริษัทได้วางแผนงานนี้โดยยึดหลักที่ว่าราคาขาย อัตรากำไร และการบริหารวัตถุดิบจะใกล้เคียงกับระดับที่บริษัทสามารถทำได้ในอดีต โดยไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีอัตรากำไรที่สูงขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพท์ทางการเงินที่ยอมรับได้ การลงทุนจะทำเมื่อการลงทุนนั้นสามารถให้ผลตอบแทนทางการเงินได้ตามที่ต้องการ รวมถึงผลตอบแทนจากเงินทุนที่ใช้ทั้งหมดที่กำหนดไว้ด้วย นอกจากนี้การลงทุนดังกล่าวจะต้องไม่อยู่ในช่วงเวลาที่การลงทุนนั้นจะทำให้ฐานะทางการเงินของบริษัทอยู่ในความเสี่ยง
- Q 16. อะไรคือผลประโยชน์หลักในการดำเนินการตามแผนงาน และแผนงานนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อผู้ถือหุ้น
ตอบ : บริษัทยังคงที่จะมุ่งเน้นต่อการสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยวัตถุประสงค์ของแผนงาน Aspiration 2014 คือ การสร้างความต่อเนื่องจากผลงานที่ผ่านมาในการสร้างการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในการเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมในด้านผลตอบแทนต่อการลงทุน บริษัทคาดว่าแผนงานฉบับนี้จะสามารถสร้างผลตอบแทนตลอดวงจรของการลงทุน โดยอย่างน้อยต้องสามารถเปรียบเทียบได้กับผลตอบแทนที่บริษัททำได้ในอดีต โดยอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนที่ใช้ทั้งหมด (Return on Capital Employed: ROCE) และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 และร้อยละ 30 ตามลำดับ บริษัทเชื่อว่า ขนาดของบริษัทที่ใหญ่ขึ้น การกระจายตัวไปในแต่ละภูมิศาสตร์ และการเพิ่มขึ้นของความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จะนำมาซึ่งอัตรากำไรที่สูงขึ้น และเพิ่มความมั่นคงให้กับผลกำไรของบริษัท
- Q 17. นอกเหนือจากเป้าหมายทางการเงินแล้ว บริษัทยังมีเป้าหมายอื่นใดที่รวมไว้ในแผนงาน Aspiration 2014
ตอบ : การดึงดูด การดูแลเอาใจใส่และรักษาพนักงานที่มีคุณภาพไว้กับบริษัทเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญของบริษัท บริษัทมีแนวทางในการสร้างองค์กรที่มีความเข้มแข็งเพียบพร้อมด้วยผู้บริหารที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธุรกิจของบริษัทควบคู่ไปกับแผนงานที่ประสบความสำเร็จ บริษัทได้รับชื่อเสียงจากการเป็นบริษัทตัวเลือกอันดับต้นๆที่ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสในธุรกิจโพลีเอสเตอร์ต้องการร่วมงานด้วย บริษัทได้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมโพลีเอสเตอร์และมีกลยุทธ์ที่เป็นเอกลักษณ์ บริษัทมีโครงสร้างองค์กรที่เรียบง่ายและให้ความสำคัญกับผลงานของบุคลากร ซึ่งเป็นการมอบโอกาสให้กับบุคลากรที่มีความสามารถได้แสดงศักยภาพในการบริหารโรงงานและรับผิดชอบหน้าที่ระดับสูงทั่วโลก ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ช่วยดึงดูดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้มาร่วมงานกับบริษัท
นอกจากนี้บริษัทยังคำนึงถึงการมีส่วนร่วมต่อความรับผิดชอบทางสังคม โดยบริษัทได้มีการพัฒนาความสามารถในการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต และเลือกใช้พลังงานทางเลือกซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บริษัทมีนโยบายในการช่วยพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโดยการลดการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ โรงงานของบริษัท ร้อยละ 30 ของโรงงานที่เมือง Workington ใช้พลังงานจากลมธรรมชาติ นอกจากนี้บริษัทเพิ่งเปิดโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 2 เมกะวัตต์ขึ้นในประเทศไทย บริษัทอยู่ระหว่างการริเริ่มโครงการการนำ PET กลับมาใช้ใหม่โดยมีกำลังการผลิต 36,000 ตันต่อปีในโรงงาน AlphaPet ที่สหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่
บริษัทมีเป้าหมายในการเป็นบรรษัทภิบาลที่ดีในระดับสูงสุด และจะสร้างมาตรฐานสำหรับระบบควบคุมที่ดีที่สุดเพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้มั่นใจในความโปร่งใสของบริษัท ทั้งนี้ บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส ได้รับคะแนนดีเยี่ยมสำหรับการมีบรรษัทภิบาลที่ได้มาตรฐาน จากประวัติที่สั่งสมมายาวนานของบริษัทได้สร้างรากฐานวิธีปฎิบัติเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม
- Q 18. หลังจากปี 2557 บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะเข้าซื้อกิจการ หรือว่าขยายกิจการที่มีอยู่
ตอบ : TA บริษัทจัดทำแผนงาน “Aspiration 2014” ซึ่งเป็นแผนงานทางธุรกิจจนถึงปี 2557 สำหรับแผนงานในอนาคต หลังจากปี 2557 บริษัทจะวางแผนในช่วงระยะเวลาที่ใกล้กับปี 2557 เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับธุรกิจ กลยุทธ์ โอกาส และตลาดในขณะนั้น
ผลกระทบทางการเงินจากกลยุทธ์การเติบโต
- Q 19. เมื่อมองถึงการเข้าซื้อกิจการหลายรายการ ที่บริษัทได้มีการประกาศออกมา ในปี 2553 อยากทราบว่าบริษัทมีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับการเติบโตของบริษัทในอีก 2 – 3 ปี ข้างหน้า และบริษัทคาดว่าจะมีรายได้ รวมถึงกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) จากสินทรัพย์ที่ได้มาเป็นจำนวนเท่าไหร่ และบริษัทคาดว่าจะต้องการเงินทุนทั้งหมดเท่าไหร่ในการเข้าซื้อกิจการที่เป็นเป้าหมาย
ตอบ : ในขั้นตอนต่อไป บริษัทจะมุ่งพัฒนาโครงการใหม่มากขึ้น และยังคงขยายกิจการอย่างต่อเนื่องโดยการเข้าซื้อกิจการและการลงทุนในโครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้วเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายในการมีกำลังการผลิตที่เกินกว่า 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2557 บริษัทคาดว่า EBITDA ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับเกินกว่า 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2557 โดยที่อัตราผลตอบแทนเงินทุนที่ใช้ทั้งหมด (Return on Capital Employed: ROCE) เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆในอนาคต บริษัทคาดว่างบประมาณในการลงทุนในโครงการต่างๆ จะมาจากเงินลงทุนภายในบริษัท เงินที่ได้จากการระดมทุนจากผู้ถือหุ้นเดิม และเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ทั้งนี้บริษัทคาดว่าเงินลงทุนที่จะใช้มีมูลค่าประมาณ 570 เหรียญสหรัฐต่อตัน (รวมสินทรัพย์คงที่ และเงินทุนหมุนเวียน) โดยอ้างอิงจากสินทรัพย์ที่มีในปัจจุบันและการประมาณการของโครงการในอนาคต
- Q 20. บริษัทมีต้นทุนเท่าไหร่ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ที่ด้อยประสิทธิภาพต่ำ (underperforming assets) นอกจากนี้ บริษัทจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ที่จะปรับปรุง ความสามารถในการใช้อัตราการผลิต (utilization)/ประสิทธิภาพของสินทรัพย์ที่ได้มาดังกล่าวให้มีความสามารถในการผลิต หรือประสิทธิภาพให้ได้เทียบเท่ากับมาตรฐานของบริษัท
ตอบ : โดยปกติแล้ว บริษัทจะรวมต้นทุนในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ที่ไร้ประสิทธิภาพ (non-performing assets) หรือ สินทรัพย์ที่ด้อยประสิทธิภาพ (under-performing assets) ในการวิเคราะห์ต้นทุนในการเข้าซื้อกิจการของบริษัทอยู่แล้ว ซึ่งเห็นได้ว่าการเข้าซื้อกิจการในแต่ละครั้งจะมีสถานการณ์ต่างกัน แต่ในการประเมินมูลค่า บริษัทจะตั้งสมมติฐานให้ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการเข้าซื้อกิจการ บริษัทกำหนดไว้ว่าสินทรัพย์ที่ด้อยประสิทธิภาพ (ได้แก่ สินทรัพย์ที่สามารถทำกำไรได้ แต่จะสามารถทำกำไรได้มากขึ้นโดยการดำเนินงานของบริษัท) ที่บริษัทได้มานั้นจะต้องสามารถเพิ่มกำไรให้บริษัทได้ทันที และสำหรับสินทรัพย์ที่ไร้ประสิทธิภาพ (ซึ่งหมายถึง สินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดการขาดทุน หรือยังมีการใช้อัตราการผลิตที่ต่ำอยู่มาก) ที่บริษัทได้มา จะต้องสามารถเพิ่มกำไรให้บริษัทได้ภายใน 2 ไตรมาสหลังจากที่บริษัทเป็นเจ้าของ
- Q 21. บริษัทมีวิธีในการประเมินประโยชน์จากการรวมตัวทางธุรกิจ (synergies) อย่างไร และประโยชน์จากการรวมตัวทางธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับจากการเข้าซื้อกิจการของบริษัทคืออะไร
ตอบ : บริษัทไม่ได้รวมประโยชน์จากรวมตัวทางธุรกิจ เช่น การประหยัดต้นทุนจากการซ้ำซ้อนของส่วนงาน (duplication) ที่อาจจะเกิดขึ้นในแผนการเข้าซื้อกิจการของบริษัท อย่างไรก็ตาม ด้วยโครงสร้างของบริษัทซึ่งทำให้บริษัทสามารถเพิ่มสินทรัพย์ที่ตั้งอยู่เพียงลำพัง (standalone asset) โดยไม่ทำให้ต้นทุนในส่วนกลาง (centralized costs) เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนต่อต้นทุนในส่วนกลาง (return on central costs) ของบริษัทเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จากการที่บริษัทเป็นบริษัทที่ไปซื้อกิจการอื่นๆ (acquiring companies) จึงเป็นเรื่องปกติที่บริษัทคาดหวังที่จะลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อนกันโดยเร็วหลังจากที่ได้ควบคุมกิจการนั้นๆแล้ว ซึ่งต้นทุนในการดำเนินการต่างๆ ดังกล่าวที่เกิดขึ้นได้ถูกรวมในการประเมินมูลค่าในขณะที่มีการกำหนดค่าตอบแทนในการเข้าซื้อกิจการนั้นๆ
- Q 22. เนื่องจากบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง อยากทราบว่าบริษัทได้คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต้นทุนส่วนกลางของบริษัทหรือไม่
ตอบ : บริษัทยังคงเป็นองค์กรที่บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการจำกัดต้นทุนส่วนกลาง (limited centralized costs) บริษัทจะยังคงดำเนินงานโรงงานต่างๆ ของบริษัทด้วยการกระจายอำนาจการดำเนินงาน (decentralization) ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยบริษัทไม่ได้คาดว่าจะก่อให้เกิดต้นทุนส่วนกลาง (central costs) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการดำเนินงานแผนงาน “Aspiration 2014”
- Q 23. การเปลี่ยนแปลงในอัตรากำไร เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในสัดส่วนของการดำเนินงานของแต่ละธุรกิจ หรือการเข้าสู่ธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูง หรือแค่มาจากการเติบโตในปริมาณการขาย
ตอบ : แม้บริษัทเชื่อว่าอัตรากำไรไม่ใช่ตัววัดเหมาะสมกับบริษัท เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนส่วนใหญ่ของธุรกิจของบริษัทเป็นโครงสร้างต้นทุนที่สามารถผลักภาระต้นทุนไปที่ลูกค้าได้ (Pass-through cost structure) แต่บริษัทคาดหวังว่าการผสมผสานของประเภทธุรกิจในอนาคตจะสามารถให้ผลกำไรเพิ่มขึ้น และได้ผลตอบแทนมากกว่า 110 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาและวิจัยที่มากขึ้น ตลอดจนมูลค่าเพิ่มที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของลูกค้าซึ่งเป็นผลมาจากลักษณะธุรกิจที่มีความเฉพาะตัวสูง บริษัทคาดว่าแรงขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการเติบโตของผลกำไรของบริษัทจะยังคงมาจากการเพิ่มกำลังการผลิต ตลอดจนความสามารถในการบริหารจัดการให้โรงงานดำเนินการผลิตได้เต็มกำลังการผลิต และการบริหารจัดการต้นทุนในส่วนกลางสำหรับการบริหารโรงงานต่างๆ ของบริษัทที่มีอยู่ทั่วโลก
- Q 24. กรุณาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับธนาคารพาณิชย์ บริษัทมีแผนที่จะหาแหล่งเงินทุนจากตลาดตราสารหนี้หรือไม่ หรือบริษัทจะยังคงหาแหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์
ตอบ : บริษัทมีความสัมพันธ์ที่ดีกับธนาคารพาณิชย์หลายแห่งทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยบริษัทมองว่าธนาคารพาณิชย์เป็นคู่ค้าที่สำคัญในการขยายธุรกิจของบริษัท นอกเหนือจากข้อมูลที่บริษัทต้องแจ้งทางเว็บไซท์เป็นประจำแล้วนั้น บริษัทยังได้แจ้งแผนการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนความคืบหน้าในการดำเนินธุรกิจต่างๆแก่ธนาคารพาณิชย์อย่างสม่ำเสมอ หากบริษัทต้องการที่จะหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม บริษัทจะดำเนินการหาแหล่งเงินทุนที่มีเงื่อนไขที่ดีที่สุดสำหรับบริษัท อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงมีนโยบายที่จะกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ และจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระยะยาวกับธนาคารพาณิชย์ต่อไป
- Q 25. บริษัทมีวงเงินกู้กับธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันเป็นมูลค่าเท่าไหร่ วงเงินกู้ดังกล่าวจะครบกำหนดเมื่อไหร่ วงเงินกู้ดังกล่าวมีอัตราดอกเบี้ยเท่ากับเท่าไหร่ วงเงินกู้ดังกล่าวมีเงื่อนไขและข้อตกลงที่กำหนดในสัญญาเงินกู้หรือไม่ อย่างไร
ตอบ : บริษัทได้รับวงเงินกู้ยืมเป็นจำนวนมากจากสถาบันการเงิน ทั้งนี้สถาบันการเงินได้ให้วงเงินกู้ยืมแก่บริษัทไว้ประมาณ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อการเข้าซื้อกิจการของบริษัทที่ได้ประกาศแล้ว นอกจากนี้บริษัทยังมีวงเงินพร้อมใช้จากวงเงินเงินทุนหมุนเวียนอีกเป็นจำนวน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทมีเงินกู้ยืมระยะยาว โดยมีการชำระเงินกระจายไปในอีก 5 – 6 ปีข้างหน้า เพื่อใช้ในการลงทุนในโครงการและการเข้าซื้อกิจการ ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทจะได้มาจากวงเงินกู้ยืมสำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้นและเงินกู้หมุนเวียน (revolving loan) และเงินกู้อื่นๆ ดอกเบี้ยจ่ายส่วนมากเป็นแบบลอยตัว อ้างอิงกับสกุลเงินของเงินกู้ที่เป็นเงินบาท เหรียญสหรัฐ และเงินยูโร นอกจากนี้ในวงเงินกู้ต่างๆได้กำหนดข้อกำหนดทางการเงินมาตรฐานโดยมีระบบในการติดตามการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางการเงินนั้นๆด้วย
- Q 26. โปรดอธิบายถึงผลกระทบต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัท ภายหลังจากการดำเนินการตามแผนงาน “Aspiration 2014”
ตอบ : บริษัทจะยังคงบริหารสถานะการเงินของบริษัทโดยยึดหลักความระมัดระวัง โดยมีเป้าหมายในการรักษาสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 1.0 ต่อ 1.0 เท่า และอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Debt Service Coverage Ratio) มากกว่า 1.1เท่า ทั้งนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่กำหนดไว้ในแต่ละไตรมาส บริษัทมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยการทำสัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าซึ่งมีอายุไม่เกิน 1 ปี เงินกู้ยืมของบริษัทมีระยะเวลาครบกำหนดชำระที่แตกต่างกัน ดังนั้นบริษัทจึงไม่ประสบปัญหาในการชำระเงินกู้ยืมเป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้บริษัทยังตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสภาพคล่องที่เหมาะสมในช่วงการเติบโตของบริษัท รวมถึงการควบคุมวงเงินกู้ยืมในระดับที่เพียงพอ
บริษัทเชื่อว่าการกู้ยืมเงินจะยังคงเป็นแหล่งเงินทุนหลักสำหรับบริษัทโดยบริษัทมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ให้กู้ต่างๆของบริษัท ซึ่งได้แสดงถึงการสนับสนุนต่อแผนการขยายธุรกิจของบริษัท ตลอดจนได้ยืนยันกับบริษัทถึงความพร้อมในการปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทตามแผนที่ได้วางไว้
- Q 27. บริษัทคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลอย่างไรในอีก 4 ปีข้างหน้า
ตอบ : บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลโดยจะจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิหลังหักเงินสำรองตามที่เหมาะสม ทั้งนี้ การตัดสินใจในการเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินปันผลจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการบริษัท
- Q 28. บริษัทมีการเพิ่มทุนจากเงินลงทุนในประเทศไทย เพื่อไปซื้อกิจการในต่างประเทศ อยากทราบว่าผู้บริหารจะมีวิธีการจัดการอย่างไรให้เงินลงทุนดังกล่าว กลับมาตอบแทนผู้ถือหุ้น
ตอบ : บริษัทย่อยที่มีการประกอบการทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศจะส่งเงินกำไรกลับมายังบริษัทแม่ที่ประเทศไทยผ่านการจ่ายเงินปันผล ทั้งนี้ ในปี 2552 บริษัทได้รับเงินปันผลจากบริษัทย่อย จำนวน 1,232 ล้านบาท และตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2553 บริษัทได้รับเงินปันผลจากบริษัทย่อยจำนวน 1,055 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทย่อยได้ประกาศที่จะจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติม ซึ่งบริษัทจะได้รับเงินปันผลดังกล่าวในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
- Q 29. อยากทราบว่าเงินที่จะได้รับจากการออก TSR จะเพียงพอกับเงินทุนที่บริษัทต้องการหรือไม่ และนอกเหนือจากการออก TSR ในครั้งนี้ บริษัทยังคงมีแผนทางการเงินอื่นในอนาคตอีกหรือไม่ และเนื่องจากบริษัทเป็นบริษัทที่มีธุรกิจอยู่ในหลายประเทศ (Global Business) อยากทราบว่าบริษัทมีแผนที่จะนำหุ้นของบริษัทเข้าไปจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในประเทศอื่น คู่กับการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยหรือไม่
ตอบ : ตามแผนงาน “Aspiration 2014” ของบริษัท บริษัทไม่มีแผนที่จะทำธุรกรรมใดๆ ในตลาดทุน (equity markets) อย่างไรก็ตาม บริษัทตระหนักว่าอาจมีโอกาสต่างๆ เกิดขึ้นโดยที่บริษัทยังไม่ทราบในปัจจุบัน และถ้าบริษัทตัดสินใจที่จะหาผลประโยชน์จากโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว บริษัทจะต้องมั่นใจว่าบริษัทจะไม่ก่อหนี้เกินกว่าความสามารถของบริษัทเป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจจะทำให้บริษัทจำเป็นที่จะต้องออกระดมทุนเพิ่มเติมในตลาดทุน (equity markets) เพื่อนำเงินมาใช้ในการลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมด ปัจจุบัน บริษัทมีความพอใจในการดำรงสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และราคาหุ้นของบริษัท
ผลการดำเนินงานในปี 2553
- Q 30. ราคาฝ้ายที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมามีผลต่อราคาสินค้าของบริษัทอย่างไร และในความเห็นของบริษัทแล้ว ราคาฝ้ายจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อไปกับธุรกิจของบริษัทในอนาคต
ตอบ : ราคาฝ้ายที่สูงทำให้มีการเปลี่ยนมาใช้โพลีเอสเตอร์มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากโพลีเอสเตอร์เป็นวัตถุดิบทดแทนที่ถูกที่สุดในการผลิตเครื่องนุ่งห่ม หากมองแนวโน้มในระยะยาวแล้วคาดว่าจะมีการใช้โพลีเอสเตอร์เพื่อทดแทนฝ้ายเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งหากมองถึงภาพรวมจะเห็นได้ว่าโพลีเอสเตอร์ซึ่งมีราคาที่ถูกกว่าเสมอจะมีแนวโน้มที่จะถูกนำมาใช้ทดแทนฝ้ายอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ถึงแม้ว่าราคาฝ้ายจะปรับตัวลดลง แต่การหันมาใช้สินค้าทดแทนก็ยังคงมีอยู่ หากแต่ความเร็วในการเปลี่ยนมาใช้สินค้าแทนอาจจะลดลง จากเหตุผลดังกล่าว อุตสาหกรรมโพลีเอสเตอร์จึงมีมุมมองที่ดีต่อไป บริษัทจึงอยู่ในสถานะที่ดีและพร้อมที่จะเตรียมรับกับความต้องการและกำไรที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้คาดว่าอุปสงค์ในการใช้โพลีเอสเตอร์และเส้นใย (fibre) จะมีอย่างต่อเนื่องโดยมีสาเหตุหลักมาจากความต้องการของผู้บริโภคจากประเทศจีนที่มีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมค้าปลีกที่ทำให้เกิดความต้องการที่สูงขึ้นของสินค้าเครื่องนุ่งห่ม
วัตถุประสงค์ในการใช้เงิน / ผลกระทบต่อฐานะทางการเงิน
- Q 31. บริษัทมีวัตถุประสงค์ในการใช้เงินที่ได้รับจากการใช้สิทธิของ TSR อย่างไร โครงสร้างเงินทุนของบริษัทภายหลังจากการออก TSR เป็นอย่างไร และโครงสร้างเงินทุนและระดับการก่อหนี้ในระยะยาวที่ผู้บริหารได้ตั้งเป้าหมายไว้เป็นอย่างไร
ตอบ : บริษัทจะนำเงินที่ได้รับจาก TSR ไปใช้เป็นงบลงทุนสำหรับแผนการลงทุนในอนาคตภายใต้แผน Aspiration 2014 บริษัทคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net debt to equity ratio) ที่ประมาณ 1.0 เท่า ทันทีหลังจากสิ้นสุดการเสนอขาย TSR บริษัทคาดว่าจะสามารถรักษาระดับอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไว้ที่ประมาณ 1.0 เท่า แม้ว่าอัตราส่วนดังกล่าวอาจมีความผันผวนในช่วงระหว่างไตรมาส ซึ่งระดับอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนดังกล่าวเป็นอัตราที่เหมาะสมกับความสามารถในการกู้ยืมของบริษัทในปัจจุบัน
- Q 32. เงินที่จะได้จากการเพิ่มทุน ประมาณ 18,000 ล้านบาทในครั้งนี้ จะสามารถนำไปใช้ได้ภายในกี่ปี และใน 1 ปี บริษัทจะใช้เงินจำนวนเท่าไร และที่เหลือใช้อีกเท่าไร
ตอบ : ตามแผนงาน ”Aspiration 2014” เงินลงทุนที่ต้องการทั้งหมดสำหรับการเติบโตของบริษัท เท่ากับ 3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดย 900 ล้านเหรียญสหรัฐได้กำหนดให้ใช้สำหรับรายการที่ได้ลงนามไปแล้ว ในครึ่งปีหลังของปี 2553 ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในไตรมาสแรก ปี 2554 และเงินลงทุนที่เหลือจำนวน 2.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ จะใช้ในการลงทุนในระหว่างปี 2554 – 2257 โดยจะมีแหล่งเงินทุนจากการเพิ่มทุนตามสัดส่วนในครั้งนี้ กระแสเงินสดภายในบริษัท และการกู้ยืม
ภาพรวมอุตสาหกรรม
- Q 33. อะไรคือวัตถุดิบในขั้นตอนการผลิตพลาสติกโพลีเอสเตอร์?
ตอบ : วัตถุดิบหลักที่ใช้คือ PX MEG และ PTA ซึ่ง PX จะได้จากการกลั่นน้ำมันดิบและ PX เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิต PTA หลังจากนั้น PTA จะถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต PET และผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์อื่นๆ บริษัทในฐานะที่บริษัทเป็นผู้ซื้อ PX และ MEG รายใหญ่ที่สำคัญ บริษัทจึงได้ประโยชน์จากราคาซื้อวัตถุดิบที่ต่ำ เนื่องจากมีอำนาจต่อรองที่มาจากการซื้อเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ มีความขาดแคลน PTA เนื่องจากกำลังการผลิตไม่เพียงพอ การใช้งานของ PTA มีเพียงแค่การเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกโพลีเอสเตอร์ ทวีปเอเซียเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภค PTA ที่ใหญ่ที่สุด ความต้องการของ PTA ถูกขับเคลื่อนโดยการเติบโตของอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย เช่น PET เส้นใยโพลีเอสเตอร์ เป็นต้น ประกอบกับการที่ยังไม่มีวัตถุดิบทดแทนในกระบวนการผลิตพลาสติกได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนของ PTA และจากราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากบริษัทผลิต PTA ด้วยตัวเองและยังมีการรวมกระบวนการผลิตของ PTA และ PET เข้าไว้ด้วยกัน
- Q 34. ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นมีผลกระทบอย่างไรต่อบริษัท บริษัทจะสามารถผลักภาระต้นทุนจากการขึ้นราคานำมันนี้ไปยังลูกค้าได้หรือไม่
ตอบ : ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องของโพลีเอสเตอร์ จะใช้ระบบผลักภาระต้นทุน (cost pass-through basis) ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์สูงขึ้นตาม แต่ทว่าอัตรากำไรและส่วนต่างกำไรจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์ เป็นสินค้าที่มีราคาถูกที่สุดในแต่ละประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ใช้แทนกันได้ในการผลิต ดังนั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบต่อความต้องการ บริษัทได้ทำการจำลองสถานการณ์เกี่ยวกับราคาน้ำมันในระดับต่างๆและไม่พบว่ามีผลกระทบอาจแท้จริงต่อธุรกิจ
- Q 35. ทำไมอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงจึงมีความสำคัญ บริษัททำอย่างไรจึงสามารถรักษาอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงไว้ได้ ในขณะที่คู่แข่งเจ้าอื่นไม่สามารถทำได้
ตอบ : ความสามารถดำเนินการผลิตด้วยอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงจะสามารถกระจายต้นทุนคงที่ออกไปให้กับจำนวนสินค้าที่ผลิตในปริมาณที่มากได้ ซึ่งทำให้สินค้ามีต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำและอัตรากำไรที่สูง การเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตเพียงเล็กน้อยจะทำให้ความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมาก
บริษัทมีความโดดเด่นในการดำเนินการผลิตด้วยกำลังการผลิตที่สูง ซึ่งเป็นผลมาจากการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและความสามารถในหาลูกค้าที่อยู่ในประเทศที่มีโรงงานผลิตเพื่อที่จะสามารถจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าในประเทศนั้นๆได้ บริษัทยังมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้าทั่วโลกซึ่งส่งผลให้บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าที่มีอยู่เพื่อเพิ่มความต้องการสั่งซื้อสินค้า และเมื่อบริษัทมีความต้องการสินค้าจากลูกค้า จึงทำให้บริษัทสามารถดำเนินการผลิตด้วยอัตราการใช้กำลังการผลิตในระดับที่สูงได้ การรวมตัวระหว่างการผลิต PET และ PTA ทำให้บริษัทสามารถดำเนินการผลิต PTA ในระดับที่เกือบเต็มกำลังการผลิต เนื่องจากการนำ PTA ที่ผลิตขึ้นได้มาใช้ในการผลิต PET ของบริษัท โดยประมาณร้อยละ 50 ของ PTA ที่ผลิตได้จะถูกใช้ภายในบริษัท การที่บริษัทสามารถจัดหา PTA ได้อย่างแน่นอนช่วยให้บริษัทสามารถรักษาอัตราการใช้กำลังการผลิตในระดับที่สูงได้เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ผลิต PET รายอื่น แม้ว่าจะอยู่ในช่วงที่ภาวะปริมาณ PTA ตึงตัว การที่บริษัทสามารถเข้าถึงแหล่ง PTA ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนที่ถูกและอัตรากำไรที่สูง
- Q 36. ทำไมบริษัทจึงคิดที่จะขยายธุรกิจพลาสติกโพลีเมอร์ ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Koch และ Eastman ต้องการที่จะถอนตัวออกจากอุตสาหกรรม
ตอบ : เหตุผลที่ทำให้บริษัทอื่นคิดที่จะถอนตัวออกจากอุตสาหกรรมนี้ น่าจะเป็นผลมาจากกลยุทธ์ภายในของบริษัทนั้นๆ มิใช่มาจากผลกระทบจากอุตสาหกรรม บริษัทเห็นว่าอุตสาหกรรมพลาสติกโพลีเอสเตอร์มีแนวโน้มที่ดีและเชื่อว่าเป็นอุตสาหกรรมที่น่าสนใจและน่าเข้าไปลงทุนเพิ่ม เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์หลายรายซึ่งมีมุมมองที่ดีเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้ นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ในฐานะที่จะได้รับผลประโยชน์จากโอกาสต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากบริษัทอยู่ในฐานะที่เป็นผู้ผลิต PET รายใหญ่ที่สุดและเป็นหนึ่งในผู้ผลิต PTA และ โพลีเอสเตอร์รายใหญ่ที่สุด ข้อได้เปรียบในการแข่งขันและโครงสร้างธุรกิจของบริษัท ทำให้บริษัทสามารถประกอบธุรกิจได้เหนือกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรม
- Q 37. ต้นทุนของบริษัทอยู่ในระดับใดเมื่อเทียบกับผู้ผลิต PET และ PTA อื่นๆทั่วโลก
ตอบ : บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผลมาจากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) จากการดำเนินกิจการในโรงงานขนาดใหญ่ ที่มีประสิทธิภาพ บริษัทยังมีความเชี่ยวชาญด้านการเข้าซื้อสินทรัพย์ในราคาที่น่าสนใจซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายของเงินลงทุน รูปแบบธุรกิจที่มีการรวมโครงสร้างธุรกิจเข้าด้วยกันและการมีโรงงานตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับแหล่งวัตถุดิบหรือผู้จัดหาวัตถุดิบช่วยเพิ่มอัตรากำไรให้สูงขึ้น ความสามารถในการผลิตในอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงซึ่งช่วยให้มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ซื้อ PTA ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดสหรัฐอเมริกาและเป็นหนึ่งในผู้ซื้อ PX และ MEG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริษัทใช้ข้อได้เปรียบนี้เพื่อให้ซื้อวัตถุดิบได้ในราคาที่ดี
- Q 38. แนวโน้มและการขับเคลื่อนหลักของ PET คืออะไร
ตอบ : PET ถูกขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย เช่น ขวดพลาสติก PET และบรรจุภัณฑ์อื่นๆ และความต้องการของผู้บริโภค อุปสงค์ของบรรจุภัณฑ์ที่ทำจาก PET ได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสามารถใช้งานได้ดีกว่าบรรจุภัณฑ์อื่น เช่น แก้ว หรือกล่องกระดาษเตตร้าแพ็ค และยังคงมีเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังคงใช้เป็นสินค้าทดแทน และมีความต้องการที่สูงขึ้น นอกจากที่บรรจุภัณฑ์ที่ทำจาก PET ได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องและช่วยยืดอายุของสินค้าที่บรรจุอยู่ภายในบรรจุภัณฑ์ให้นานขึ้นแล้ว ยังจะให้ความสะดวกสบาย เบา และทนทานอีกด้วย ความต้องการของ PET ยังมีแนวโน้มที่สูงขึ้นและคาดว่าตลาดจะยังคงแข็งแกร่งต่อไปในปี 2554 บริษัทมีกำลังการผลิตและความสามารถในการผลิต PET อย่างมีนัยสำคัญอยู่ทั่วโลกและจะได้รับประโยชน์จากความต้องการและการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้
- Q 39. แนวโน้มและการขับเคลื่อนหลักของ PTA คืออะไร?
ตอบ : PTA ถูกขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย (เช่น PET ผลิตภัณฑ์เส้นใย เป็นต้น) และการขาดแคลนของผลิตภัณฑ์ทดแทนในการผลิตพลาสติกโพลีเมอร์ การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงของราคาฝ้ายจนราคาฝ้ายอยู่ในระดับสูงที่สุดในอดีตที่ผ่านมาทำให้เกิดความต้องการของเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์มากขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะการขาดแคลนของ PTA อีกทั้งกำลังการผลิต PTA ที่มีอยู่อย่างจำกัดในประเทศจีนและทั่วโลกเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ปริมาณ PTA มีอยู่อย่างจำกัด และราคา PTA ที่เพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้จะมีการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่เข้ามา อุปทานของ PTA ยังคาดว่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำและความต้องการยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น บริษัทผลิต PTA เพื่อการใช้งานภายในประมาณร้อยละ 50 ของทั้งหมด บริษัทจึงมีแหล่ง PTA ที่แน่นอนสำหรับใช้ในการผลิต PET และโพลีเอสเตอร์โดย PTA ที่เหลือจากการใช้ภายในจะถูกขายให้กับลูกค้า
- Q 40. แนวโน้มและการขับเคลื่อนหลักของโพลีเอสเตอร์ และเส้นใยโพลีเอสเตอร์ คืออะไร
ตอบ : อุปสงค์และราคาของโพลีเอสเตอร์ และเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมค้าปลีก รวมไปถึงราคาฝ้าย ปริมาณและราคาฝ้ายส่งผลต่อผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์ในฐานะที่เป็นวัตถุดิบทดแทนได้ ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของฝ้ายส่งผลให้ราคาฝ้ายปรับตัวสูงขึ้นจนราคาฝ้ายปรับขึ้นสูงที่สุดในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ความต้องการ ราคา และอัตรากำไรของโพลีเอสเตอร์สูงขึ้น หากมองแนวโน้มระยะยาวจะเห็นว่า โพลีเอสเตอร์มีแนวโน้มที่จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับฝ้าย เนื่องจากโพลีเอสเตอร์เป็นต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกกว่า โดยถึงแม้ว่าราคาฝ้ายจะลดลง แต่ทว่าผลจากการใช้โพลีเอสเตอร์มาทดแทนนั้นจะยังคงมีต่อไป เพียงแต่อัตราการทดแทนอาจจะน้อยลง
โพลีเอสเตอร์ยังคงมีแนวโน้มที่ดีและอัตรากำไรยังมีท่าทีว่าจะปรับตัวสูงขึ้นในอุตสาหกรรมต่อเนื่องของโพลีเอสเตอร์บริษัทมีจุดยืนที่แข็งแกร่งที่จะสามารถได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการและอัตรากำไรที่สูงขึ้น การเพิ่มขึ้นของความต้องการของโพลีเอสเตอร์ และเส้นใยโพลีเอสเตอร์ จะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคในประเทศจีนที่มีอย่างต่อเนื่องและการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมค้าปลีก ที่ทำให้เกิดความต้องการที่สูงขึ้นของสินค้าเครื่องนุ่งห่ม
สิ่งแวดล้อม
- Q 41. ขวดพลาสติก PET เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่
ตอบ : วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตขวดพลาสติกได้แก่ PTA และ MEG ซึ่งผลิตโดยปราศจากผลกระทบในทางลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม การผลิตเส้นใยก็มีกระบวนการผลิตที่สะอาดและไม่มีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และมีการปล่อยสารคาร์บอนในระดับต่ำ
PET เป็นวัตถุดิบที่สามารถนำกลับมาผลิตใหม่ (Recycle) ฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้ (Recover) และสามารถนำมาใช้ใหม่ (Reuse) ด้วยการนำเข้ากระบวนการล้างแบบธรรมดาเพื่อให้ได้ผลึกพลาสติกโพลีเมอร์ที่ล้างแล้ว (Mechanical Recycling) หรือการใช้กระบวนการทางเคมีเพื่อแตกตัว PET ให้เป็น oligomers หรือขั้นต้นของ monomers terephthalic acid และ ethylene glycol (Chemical Recycling) ผลิตภัณฑ์ขั้นกลางเหล่านี้จะถูกทำให้บริสุทธิ์และผ่านกระบวนการ Repolymerise ให้เป็นเม็ดพลาสติก PET ใหม่ หากการรีไซเคิลพบว่าไม่คุ้มค่า PET จะสามารถนำไปเผาให้เกิดเป็นพลังงานได้
ในการฝังกลบ PET มีความเสถียรและมีความเฉื่อย และไม่มีการซึมละลายหรือมีความเสี่ยงต่อน้ำบาดาล ขวดจะถูกบดเพื่อให้มีขนาดเล็กและใช้พื้นที่น้อย และโดยทั่วไปจะเพิ่มความเสถียรให้กับพื้นที่ที่ใช้ฝังกลบ
โรงงานที่ใช้ในการดำเนินงานของบริษัทย่อยได้รับการรับรองตามมาตราฐาน ISO 9001 ISO 14001 และ OHSAS 18001 นอกจากนี้ AlphaPet ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ยังได้เริ่มโครงการการนำ PET กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง (PET Recycling Project)
การจ่ายเงินปันผล
- Q 42. เงินปันผลสามารถนำไปเครดิตภาษีได้หรือไม่
ตอบ : บริษัทฯ จะทำการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 30% ของกำไรสุทธิ หลังหักภาษีและทุนสำรองต่างๆ ตามกฎหมาย เนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้เกือบทั้งหมดมาจากเงินปันผลของบริษัทย่อย ดั้งนั้น บริษัทฯ จะต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด ยกเว้นในกรณีดังต่อไปนี้
- ผู้ถือหุ้นที่เป็นบริษัทจดทะเบียน
- บริษัทที่ถือหุ้นเกินกว่า 25% โดยมีระยะเวลาการถือหุ้นเกินกว่า 6 เดือน
หมายเหตุ: ผู้ถือหุ้นไม่สามารถอ้างสิทธิ์ในการขอคืนภาษีจากการหัก ณ ที่จ่าย จากกรมสรรพากรได้ เนื่องจากเงินปันผลดังกล่าวเป็นการจ่ายออกจากรายได้ที่ไม่ต้องเสียภาษีของบริษัทฯ